ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
การตรวจวินิจฉัยและโปรแกรมตรวจพิเศษ

การตรวจวินิจฉัยและโปรแกรมตรวจพิเศษ

โปรแกรม/การตรวจพิเศษเฉพาะทาง

1. การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Skin Prick Test) โดยการสะกิดผิวหนัง

การทดสอบภูมิแพ้ โดยการสะกิดผิวหนัง (Skin Prick Test) เป็นวิธีการทดสอบสารก่อภูมิแพ้ชนิดต่างๆ โดยทำที่ผิวหนัง วิธีนี้ทำได้ง่าย รวดเร็ว ในผู้ใหญ่และเด็กโตมักทำบริเวณแขนท่อนล่างด้านใน ส่วนเด็กเล็กมักทำบริเวณแผ่นหลัง จะหยดน้ำยาที่ต้องการทดสอบลงบนผิวหนัง แล้วใช้ปลายเข็มสะกิดเพื่อให้น้ำยาสามารถซึมเข้าสู่ใต้ผิวหนัง การสะกิดมักจะไม่มีบาดแผล รออ่านผล 15 นาที ถ้าท่านแพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดใด จะเกิดปฏิกิริยา นูน บวม แดง คล้ายตุ่มยุงกัดของผิวหนังบริเวณตำแหน่งที่หยดน้ำยาชนิดนั้นๆ การทดสอบด้วยวิธีนี้ใช้ปริมาณน้ำยาก่อภูมิแพ้เพียงเล็กน้อย (ประมาณเม็ดถั่วเขียว) โอกาสที่จะกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงจนเป็นอันตรายนั้นมีน้อยมาก

การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง Skin Prick Test โดยการสะกิดผิวหนังที่แขน
การทดสอบภูมิแพ้โดยการสะกิดผิวหนัง (Skin Prick Test)

ประโยชน์ของการทดสอบภูมิแพ้ที่ผิวหนัง การทดสอบภูมิแพ้ที่ผิวหนังทำให้ทราบว่าแพ้สารชนิดใด เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงสารที่แพ้นั้นๆ ทำให้ผลการรักษาโรคดีขึ้น นอกจากนั้นในผู้ป่วยที่ต้องทำการรักษาโดยการฉีดวัคซีนภูมิแพ้ทุกรายจำเป็นต้องได้รับการทดสอบภูมิแพ้ก่อนว่าแพ้สารชนิดใดด้วยน้ำยาที่ตรงกับสารที่ผู้ป่วยแพ้

การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง เหมาะกับใคร

  1. ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นภูมิแพ้
  2. ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคหืดตั้งแต่เด็ก
  3. ตรวจได้ทุกคน แต่เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป เนื่องจากผลการทดสอบจะแม่นยำมากกว่า แต่ในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน และในผู้สูงอายุ อาจจะให้ผลลบลวงได้เพราะความไวของผิวหนังน้อย หากจำเป็นจริงๆ แพทย์อาจสั่งให้เจาะเลือดดูว่าแพ้อะไรบ้าง ซึ่งการเจาะเลือดเป็นวิธีที่มีค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลาในการรอผลนาน จึงต้องพิจารณาเป็นรายบุคคล

การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง ไม่เหมาะกับใคร

ไม่แนะนำให้ทำการทดสอบภูมิแพ้ โดยการสะกิดผิวหนัง กับบุคคลต่างๆ ดังนี้

  • ในบุคคลที่เป็นผื่นผิวหนังอักเสบทั่วตัว
  • ไม่เหมาะกับเด็กที่ต่ำกว่า 6 เดือน เพราะผิวหนังของเด็กที่อายุน้อยกว่านี้มีความไวมากกว่า อาจส่งผลให้ผลตรวจผิดพลาดได้
  • สตรีมีครรภ์
  • ผู้ที่เกิดปฏิกิริยาทางผิวหนังได้ง่ายกว่าปกติ เช่น ผื่น ลมพิษเรื้อรัง
  • ผู้มีโอกาสเกิดปฏิกิริยารุนแรงจากสารก่อภูมิแพ้ เช่น มีประวัติแพ้อาหารรุนแรง

การเตรียมตัวก่อนทดสอบ

งดยากลุ่มที่มีผลต่อการทดสอบ ได้แก่

  • กลุ่มยาแก้แพ้ ยาที่มีส่วนผสมของยาแก้แพ้ ยาแก้หวัด ยาลดน้ำมูก ยาแก้คัน ยาแก้ลมพิษ ยาแก้ไอ อย่างน้อย 1 สัปดาห์ เช่น CPM (Chlopheniramine) Actifed (Nasolin) Decolgen, Tiffy Atarax (Hydroxyzine) Telfast (Fexofenadine) Dimetap Clarityne (Loratadine) Zyrtec (Cetirizine) Benadryl Xyzal (Levocetirizine) Aerius (Desloratadine) Clarinase
  • กลุ่มยากล่อมประสาท ยานอนหลับ ยาแก้วิงเวียนหรือเมารถ อย่างน้อย 1-3 สัปดาห์ เช่น Ativan (Lorazepam), Diazepam, Amitriptyline, Phenothiazines, Immipramine
  • กลุ่มยาสเตียรอยด์ หากมีการใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดฉีดหรือรับประทานเป็นเวลานาน หรือใช้ยาทาเฉพาะที่ที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์บริเวณผิวหนังที่จะทำการทดสอบ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อน เพราะมีผลต่อการทดสอบได้

หมายเหตุ :

  • กลุ่มยา Anti-leukotriene (Singulair, Montex) กลุ่มยาพ่น เช่น ยาพ่นจมูก (Intranasal corticosteroid) และยาพ่นรักษาโรคหืด (Inhaled bronchodilator and inhaled corticosteroid) ให้ใช้ต่อเนื่องไม่ต้องงดเว้นก่อนมาทำการทดสอบ
  • กลุ่มยาแก้ปวด ลดไข้ พาราเซตามอล (Paracetamol) เป็นยาฆ่าเชื้อ ถ้าจำเป็นต้องใช้ไม่ต้องงด

แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่หลวมสบาย เสื้อแขนสั้น หรือไม่รัดแขน เพื่อความสะดวกในการทดสอบ

ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง ต้องแจ้งชื่อยาที่ใช้อยู่ให้แพทย์ทราบก่อนทดสอบ เพราะยาบางตัวอาจมีผลต่อการทดสอบ ควรพักผ่อนให้เพียงพอก่อนมาทำการทดสอบ ไม่ควรมีภาวะเจ็บป่วยในวันที่ทำการทดสอบ

รายการสารก่อภูมิแพ้ที่ใช้ในการทดสอบทางผิวหนัง TU-CAAP
รายการสารก่อภูมิแพ้ที่ใช้ในการทดสอบทางผิวหนัง

ขั้นตอนการทดสอบ

  1. ทำความสะอาดผิวหนังที่ต้องการทดสอบโดยเช็ดด้วยสำลีชุบแอลกอฮอล์ (Alcohol Pad)
  2. รอให้แอลกอฮอล์แห้ง ทำเครื่องหมายด้วยปากกาหมึกแห้งกำหนดจุดที่จะสะกิดสารก่อภูมิแพ้ ระยะห่างของจุดประมาณ 2 เซนติเมตร
  3. นำเข็มขนาดเล็ก (Lancet) ลงไปจุ่มในหลุมน้ำยาสารก่อภูมิแพ้ และใช้เข็มขนาดเล็ก (Lancet) ที่จุ่มสารก่อภูมิแพ้ สะกิดเบาๆ บนผิวหนังที่ทำเครื่องหมายไว้จนครบจำนวนที่ต้องการทดสอบ ซึ่งการสะกิดนี้เราจะสะกิดเพียงเบาๆ ให้อยู่ในชั้นหนังกำพร้าเท่านั้น โดยไม่ให้มีเลือดออก อาจจะมีอาการเจ็บๆ คันๆ เล็กน้อย
  4. รออ่านผลประมาณ 15 นาที โดยจะปรากฏเป็นตุ่มแดง คันบริเวณที่มีการแพ้ ตรงตำแหน่งที่ทดสอบ
  5. หลังจากนั้นเช็ดทำความสะอาดด้วยสำลีชุบแอลกอฮอล์อีกครั้ง อาจมีจุดแดงเล็กๆ ซึ่งอาจจะคงอยู่ประมาณ 1-2 ชั่วโมง จะหายไปเอง
ผลการทดสอบ Skin Prick Test บนแขน แสดงตุ่มนูนแดงบริเวณที่แพ้
ผลการทดสอบ Skin Prick Test บนแขน

ข้อควรระวัง

การทดสอบด้วยวิธีนี้ใช้ปริมาณน้ำยาก่อภูมิแพ้เพียงเล็กน้อย โอกาสที่จะกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงจนเป็นอันตรายนั้นมีน้อยมาก ซึ่งภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นคือมีอาการคันหรือเจ็บเล็กน้อยบริเวณที่ทำการทดสอบภูมิแพ้ และส่วนน้อยมากที่จะมีอาการแพ้แบบรุนแรงหรือที่เรียกว่า อาการ Anaphylaxis เป็นปฏิกิริยาภูมิแพ้แบบฉับพลัน โดยมากมักเกิดภายใน 5-30 นาที ของระบบผิวหนังหรือเยื่อบุ (mucosal tissue) หรือทั้งสองอย่าง เช่น มีลมพิษขึ้นทั่วตัว คันผื่นแดง หรือมีอาการบวมของปาก ลิ้น เพดานอ่อน เป็นต้น หากพบว่ามีอาการข้างต้นให้รีบแจ้งพยาบาลและแพทย์เพื่อรับการพยาบาลโดยทันที


2. การตรวจวิเคราะห์หาสารก่อแพ้ด้วยวิธีเจาะเลือด (Allergen Specific IgE)

การตรวจแบบเจาะเลือดสามารถทำได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ในเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 6 เดือน และผู้สูงอายุ ในกรณีที่ผู้ป่วยมีข้อจำกัดหรือมีความประสงค์จะตรวจด้วยวิธีการเจาะเลือด แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเลือกชนิดและกลุ่มการตรวจที่เหมาะสม ทั้งนี้ผู้ป่วยควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ก่อนทุกครั้ง

การตรวจวินิจฉัยหาสารก่อภูมิแพ้ โดยการเจาะเลือด ช่วยบอกได้ว่าเราแพ้อะไร เมื่อผู้ป่วยหลีกเลี่ยงสาเหตุที่แพ้ ทำให้อาการของโรคดีขึ้น สามารถตรวจหาได้ทั้งสารก่อภูมิแพ้ทางอากาศ เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ ขนสุนัข ขนแมว และอาหาร เช่น นมวัว ไข่ แป้งสาลี ถั่วลิสง อาหารทะเล รอผลการตรวจประมาณ 2 สัปดาห์

ปัจจุบัน โรงพยาบาลธรรมศาสตร์มีบริการตรวจเลือดหลากหลายรูปแบบ หลายชนิด รวมถึงการตรวจ ALEX 2 Allergy test ที่สามารถตรวจสารก่อภูมิแพ้ได้มากถึง 300 ชนิด

ALEX² Allergy test เจาะเลือดตรวจภูมิแพ้ได้มากถึง 300 ชนิด
ALEX² Allergy test เจาะเลือดตรวจหาสารก่อภูมิแพ้

3. การวัดระดับการอักเสบของทางเดินหายใจ (Fraction Exhaled Nitric Oxide : FeNO)

FeNO Test (Fractional Exhaled Nitric Oxide) คือการตรวจวัดระดับไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide) ในลมหายใจออก เพื่อใช้ประเมินการอักเสบของทางเดินหายใจ โดยเฉพาะการอักเสบที่เกี่ยวข้องกับโรคหอบหืด ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ภาวะการอักเสบของเยื่อบุหลอดลม โดยเฉพาะการอักเสบชนิดอีโอซิโนฟิลิก (eosinophilic airway inflammation) ที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคหืด

วิธีการตรวจเป็นแบบไม่รุกล้ำ (non-invasive) ไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด และมีความปลอดภัยสูง ผู้ป่วยทำการหายใจออกผ่านอุปกรณ์วัดตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อให้ได้ค่าความเข้มข้นของไนตริกออกไซด์ในลมหายใจออก ซึ่งรายงานผลในหน่วย parts per billion (ppb)

ผลการตรวจ FeNO มีประโยชน์ในการช่วยวินิจฉัย ประเมินระดับความรุนแรงของการอักเสบของทางเดินหายใจ ติดตามการตอบสนองต่อการรักษา โดยเฉพาะการใช้ยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดสูดพ่น (inhaled corticosteroids) และช่วยในการปรับแผนการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

พยาบาลกำลังทดสอบ FeNO วัดระดับไนตริกออกไซด์ในลมหายใจออก
การตรวจ FeNO วัดระดับการอักเสบของทางเดินหายใจ

FeNO ใช้ตรวจอะไร

  • ประเมินการอักเสบของหลอดลม
  • ช่วยวินิจฉัยโรค Asthma (โรคหอบหืด)
  • ช่วยติดตามผลการรักษาและปรับยา โดยเฉพาะยาสเตียรอยด์พ่น
  • ประเมินความเสี่ยงของการกำเริบของโรค

FeNO เหมาะกับการคัดกรองผู้ป่วยกลุ่มใด

  • ผู้ที่มีอาการ ไอเรื้อรัง หายใจมีเสียงวี้ด แน่นหน้าอก หรือหายใจลำบาก
  • ผู้ที่สงสัยว่าเป็น Asthma
  • ผู้ป่วยหอบหืดที่ต้องการติดตามการควบคุมโรค
  • เด็กหรือผู้ใหญ่ที่มีอาการภูมิแพ้ทางเดินหายใจ
  • ผู้ป่วยโรคหืดรุนแรงที่คุมอาการไม่ได้ เพื่อพิจารณาการใช้ยาชีวโมเลกุล

ข้อดีของการตรวจ

  • ไม่เจ็บ ไม่ต้องเจาะเลือด
  • ทราบผลรวดเร็ว
  • ช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้แม่นยำขึ้น
เครื่อง FeNO สำหรับตรวจวัดระดับไนตริกออกไซด์ในลมหายใจออก
เครื่องตรวจ FeNO

การเตรียมตัวก่อนทดสอบ

  1. งดยาพ่นหรือยารับประทานรักษาโรคหืดอย่างน้อย 1 วัน โดยเฉพาะกลุ่มยาสเตียรอยด์ (Inhaled Steroids) หรือยาต้านลิวโคไตรอีน (Leukotriene Modifier) เช่น montelukast, zileuton ในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้
  2. งดการสูบบุหรี่หรือการใช้ยาสูบ การดื่มเครื่องดื่มชา กาแฟ หรือมีคาเฟอีน อย่างน้อย 1 ชั่วโมง
  3. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ 24 ชั่วโมงก่อนตรวจ
  4. งดรับประทานอาหารที่กระตุ้นให้ค่า Nitric Oxide สูง เช่น กระเทียม ช็อกโกแลต ถั่วต่างๆ ผักใบเขียว บรอกโคลี ผักคะน้า ผักกาด เซเลอรี (ขึ้นฉ่าย) หัวไชเท้า และอาหารรมควันหรือดอง 3 ชั่วโมงก่อนตรวจ
  5. หากมีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ต้องรักษาให้หายดีก่อนมาตรวจ
  6. งดการออกกำลังกายที่รุนแรง การทดสอบการทำงานของปอด หรือการทดสอบการกระตุ้นหลอดลม โดยห้ามทำ 1 ชั่วโมงก่อนตรวจ FeNO
  7. หากมีการนัดตรวจสมรรถภาพปอดในวันเดียวกัน ควรทำการตรวจ FeNO ก่อน

4. การตรวจสมรรถภาพการทำงานของปอด (Pulmonary Function Test)

เป็นการตรวจการทำงานของปอดด้วยเครื่อง spirometry ช่วยบอกภาวะอุดกั้นของหลอดลม และดูการเปลี่ยนแปลงการขยายตัวของหลอดลมหลังได้ยาพ่นขยายหลอดลม

ผู้ป่วยเป่า spirometer ตรวจสมรรถภาพการทำงานของปอด
การตรวจสมรรถภาพปอดด้วยเครื่อง Spirometry

การตรวจสมรรถภาพปอดคืออะไร

การตรวจสมรรถภาพปอด (pulmonary function test; PFT หรือ lung function test) เป็นการตรวจสมรรถภาพการทำงานของปอด หรือบางคนเรียกว่า การเป่าปอด เป็นการตรวจที่บอกได้ถึงการทำงานโดยรวมของปอดและหลอดลม ปริมาตรปอด ความจุปอด อัตราการไหลของอากาศ เพื่อนำค่าที่ได้มาช่วยวินิจฉัย ประเมินความรุนแรงของผู้ที่สงสัยว่ามีอาการของโรคปอดและหลอดลม เช่น หอบหืด ถุงลมโป่งพอง รวมทั้งใช้ติดตามผลการรักษาในผู้ป่วยโรคปอด

วัตถุประสงค์ของการตรวจ

  • เพื่อวินิจฉัยโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
  • ประเมินความรุนแรงของโรค
  • ติดตามผลการรักษา
  • ประเมินสมรรถภาพปอดก่อนการผ่าตัด
  • ตรวจหาสาเหตุของอาการหายใจลำบาก
อินโฟกราฟิกการตรวจสมรรถภาพปอด Spirometry
การตรวจสมรรถภาพปอด (Spirometry)

การเตรียมตัวก่อนตรวจ (PFT) ตรวจสมรรถภาพปอด

งดยาขยายหลอดลมก่อนตรวจ โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • ยา Ventolin, Aerotamol งด 6 ชั่วโมง
  • ยา Berodual งด 12 ชั่วโมง
  • ยา Seretide, Evoflo, Symbicort, Foster งด 24 ชั่วโมง
  • ยา Relvar งด 36 ชั่วโมง
  • ยา Spiriva, Spiolto, Anoro, Breztri, Trelegy, Yupelri งด 48 ชั่วโมง
  • ไม่ควรรับประทานอาหารจนอิ่มมากเกินไป
  • ไม่ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่นทรวงอกและท้อง
  • งดดื่มสุราอย่างน้อย 4 ชั่วโมง และงดสูบบุหรี่อย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง

***หมายเหตุ หากท่านเพิ่งเข้ารับการผ่าตัดตา ทรวงอก ช่องท้อง หรือกำลังตั้งครรภ์ กรุณาแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ก่อนตรวจทุกครั้ง


5. ตรวจความจุปอดเบื้องต้น (Peak Expiratory Flow Rate)

ตรวจความจุปอดเบื้องต้น (Peak Expiratory Flow Rate) เป็นการเป่า Peak Flow Meter เพื่อดูค่าการทำงานของปอด การตรวจช่วยวินิจฉัยโรค และติดตามอาการผู้ป่วย

Peak Flow Meter คือ เครื่องมือวัดความเร็วลมที่ผู้ป่วยเป่าออกมาจากปอดอย่างเร็ว มีหน่วยเป็นลิตรต่อนาที ค่าที่ได้จะบอกให้เราทราบสภาวะหลอดลมว่าเป็นอย่างไร เพราะถ้าหลอดลมตีบหรือแคบลง ความเร็วของลมที่เป่าออกมาก็จะน้อย ค่าที่ได้ก็จะน้อย ถ้าหลอดลมไม่ตีบค่าที่เป่าก็จะได้มาก แสดงว่าเราควบคุมโรคหืดได้ดี

ค่า Peak Flow Meter จะขึ้นกับเพศ อายุ และส่วนสูง ผู้ป่วยควรทราบค่าปกติ หรือค่าที่ดีที่สุดที่ผู้ป่วยเป่าได้ เพราะจะใช้เป็นค่ามาตรฐานสำหรับตัวผู้ป่วยในการประเมินอาการ

อินโฟกราฟิกการใช้ Peak Flow Meter ขั้นตอนและช่วงค่า
วิธีใช้ Peak Flow Meter
เกณฑ์การประเมินผล Peak Flow Meter ช่วงค่า มากกว่าหรือเท่ากับ 80% ระหว่าง 50-79% และน้อยกว่า 50%
เกณฑ์การประเมินผลค่า Peak Flow Meter